|
วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555
เศรษฐีซาอุฯ ควัก $50 ล้าน ช่วยเหลือโรฮิงญาในพม่า
ห้าม"เอ็นจีโอ"ช่วยโรฮิงญา
ทางการบังกลาเทศมีคำสั่งให้หน่วยแพทย์ไร้พรมแดนของฝรั่งเศส หรือเอ็มเอสเอฟ และกลุ่มต่อต้านความหิวโหย หรือเอซีเอฟ ระงับการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวมุสลิมโรฮิงญา ที่หลบหนีภัยความรุนแรงจากพม่าเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมายในเขตค็อกซ์บาซาร์ ซึ่งมีพรมแดนติดกับพม่า โดยให้เหตุผลว่า ความช่วยเหลือจากองค์กรไม่แสวงหากำไรเหล่านี้เป็นปัจจัยให้เกิดการไหลทะลักเข้ามาของผู้ลี้ภัย
ชาวอิหร่านแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับมุสลิมโรฮิงญาในพม่า
Thursday , 26 Jul 2012
Presstv - ชาวอิหร่านหลายร้อยคนได้จัดการชุมนุมแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวมุสลิมเชื้อชาติโรฮิงญาในพม่า และประท้วงต่อการเข่นฆ่าพวกเขาในประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้
ระหว่างการชุมนุมที่จัดขึ้นด้านหน้าสำนักงานสหประชาชาติในกรุงเตหะรานเมื่อวันอังคาร ผู้ชุมนุมชาวอิหร่านได้ตะโกนคำขวัญประมาณความโหดร้ายที่กระทำต่อชาวมุสลิมโรฮิงญา และเรียกร้องให้ยุติการเข่นฆ่าที่กำลังเกิดขึ้นในพม่าทันที
อิหร่านเรียกร้องให้นาวี พิลเลย์ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ดำเนินการในทันทีและเรียกร้องให้รัฐบาลพม่ายุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนชาวมุสลิมในประเทศ
ในจดหมายที่ส่งให้แก่พิลเลย์ ซัยยิด มุฮัมมัด เรซา ซัจจาดี ผู้แทนถาวรของอิหร่านประจำสำนักงานภาคพื้นยุโรปในกรุงเจนิวาของสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน ดำเนินการในทันทีและอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประณามและเรียกร้องให้รัฐบาลพม่ายุติ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางต่อชาวมุสลิมผู้บริสุทธิ์ของพม่า” โดยเร็ว
เขายังได้แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อความรุนแรงและการฆ่าอย่างแพร่หลายต่อชาวมุสลิมในพม่า ซึ่งรวมทั้งผู้หญิงและเด็กจำนวนมาก
ซัจจาดีเน้นย้ำว่า คลื่นความรุนแรงลูกใหม่ต่อชาวมุสลิมในพม่า ซึ่งนำไปสู่การสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์หลายร้อยคน และเผามัสยิดและบ้านเรือน และการบังคับขับไล่ประชาชนออกจากบ้านเรือนของพวกเขา ได้ทำร้ายความรู้สึกเมตตาสงสารและก่อให้เกิดความกังวลใจอย่างยิ่งแก่ประชาคมระหว่างประเทศและชาวโลก
รัฐบาลพม่าปฏิเสธการรับรองชาวมุสลิมโรฮิงญา ที่พวกเขาอ้างว่าไม่ใช่ชนพื้นเมืองและถือว่าพวกเขาเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย ขณะที่ชาวโรฮิงญาเป็นลูกหลานของมุสลิมชาวเปอร์เซีย, ตุรกี,เบงกอล และปาทาน ที่ได้อพยพมายังพม่าเมื่อศตวรรษที่ 8
ประธานาธิบดีเต็งเส่งของพม่า กล่าวเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมว่า “ทางออกเดียว” สำหรับชะตากรรมของมุสลิมโรฮิงญาคือการส่งชาวมุสลิมเกือบหนึ่งล้านคนของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในชนกลุ่มน้อยที่ถูกกลั่นแกล้งมากที่สุดในโลก ไปยังค่ายผู้ลี้ภัยของข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(UNHCR)
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานเพื่อผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติได้ปฏิเสธความคิดที่จะจัดตั้งค่ายผู้ลี้ภัยเพื่อรองรับชาวโรฮิงญา
“เราจะส่งพวกเขาออกไปถ้ามีประเทศที่สามยอมรับพวกเขา” เต็งเส่งกล่าว “นี่คือสิ่งที่เรากำลังคิดว่าเป็นทางออกของเรื่องนี้”
แม้แต่นางอองซาน ซูจี ตัวแทนประชาธิปไตยที่ตะวันตกสนับสนุนก็ยังคงนิ่งเงียบกับความโหดร้ายที่กระทำต่อชาวมุสลิมโรฮิงญา
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ชาวมุสลิมกลุ่มนี้พยายามที่จะหลบหนีการกดขี่ของรัฐบาลพม่าออกไปทางเรือ
ตอลิบานปากีสถาน ขู่ถล่มพม่าแก้แค้นให้ชาวโรฮิงญา
เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนล้อมรอบกลุ่มชาวมุสลิมที่กำลังอพยพยออกจากที่อยู่อาศัยพร้อมข้าวของส่วนตัวท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในเมืองซิตตะเว เมืองเอกของรัฐยะไข่ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ประชาชนหลายสิบคนเสียชีวิตจากเหตุปะทะกันระหว่างชาวพุทธยะไข่และมุสลิมโรฮิงญา. -- AFP |
เอเอฟพี - ตอลิบานปากีสถาน วันนี้ (26 ก.ค.) ขู่โจมตีพม่าเพื่อแก้แค้นเหตุรุนแรงต่อชาวมุสลิมโรฮิงญา จนกว่าปากีสถานจะระงับทุกความสัมพันธ์กับรัฐบาลพม่า และปิดสถานทูตพม่าในกรุงอิสลามาบัด
กลุ่มเตห์ริค-อี-ตอลิบาน (TTP) ออกคำแถลงฉบับหนึ่ง พยายามที่จะแสดงตัวเองเป็นผู้คุ้มครองชาวมุสลิมทั้งหญิงและชายในพม่า โดยกล่าวว่า “เราจะแก้แค้นให้เลือดของคุณ”
เอห์ซานุลเลาะห์ อาห์ซัน โฆษกของกลุ่มตอลิบานปากีสถานระบุ ต้องการให้รัฐบาลปากีสถานระงับทุกความสัมพันธ์กับพม่า และปิดสถานทูตพม่าในกรุงอิสลามาบัด
“มิเช่นนั้นเราจะไม่เพียงแต่โจมตีผลประโยชน์ของพม่าในทุกที่ แต่จะโจมตีชาวปากีสถานที่มีความสัมพันธ์กับพม่าทีละคน” โฆษกของกลุ่ม TTP ระบุในคำแถลง
ด้านสถานทูตพม่าในกรุงอิสลามาบัด ยังไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
กลุ่ม TTP มักเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีกองกำลังรักษาความปลอดภัยในปากีสถาน แต่ความสามารถในการก่อเหตุความรุนแรงในต่างประเทศยังคงถูกตั้งคำถาม แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า มีหลักฐานว่ากลุ่มดังกล่าวอยู่เบื้องหลังความพยายามระเบิดไทม์ สแควร์ ในนิวยอร์ก เมื่อปี 2553 แต่ล้มเหลว ซึ่งนายไฟซาล ชาห์ชาด ชาวอเมริกันเชื้อสายปากีสถานที่เป็นมือระเบิดถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
เหตุปะทะกันเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ในภาคตะวันตกของพม่าระหว่างชาวพุทธยะไข่และมุสลิมโรฮิงญาทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และอีกหลายหมื่นคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย
เมื่อสัปดาห์ก่อน องค์กรนิรโทษกรรมสากลระบุว่า ประชาชนจำนวนหลายร้อยคนที่ส่วนมากเป็นผู้ชาย และเด็กชายถูกกักตัวในการกวาดต้อนพื้นที่ที่ชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และเกือบทั้งหมดไม่สามารถติดต่อกับผู้อื่นได้ และบางรายถูกทารุณกรรม นอกจากนั้น การจับกุมส่วนใหญ่ปรากฎว่าดำเนินไปโดยไร้กฎเกณฑ์ และเลือกปฏิบัติ องค์กรนิรโทษกรรมสากลยังระบุอีกว่า มีรายงานที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับการล่วงละเมิดสิทธิ รวมทั้งการข่มขืน ทำลายทรัพย์สิน และการสังหารอย่างผิดกฎหมาย จากทั้งชาวพุทธยะไข่ และกองกำลังรักษาความปลอดภัย
การเลือกปฏิบัติที่ยาวนานหลายทศวรรษทำให้ชาวโรฮิงญาไร้สัญชาติ ซึ่งสหประชาชาติระบุว่า ชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกกดขี่ข่มเหงมากที่สุดในโลก.
กษัตริย์ซาอุฯ พระราชทานเงิน $50 ล้านช่วยเหลือ “มุสลิมโรฮิงญา” ในพม่า
รอยเตอร์ - กษัตริย์อับดุลเลาะห์แห่งซาอุดีอาระเบียพระราชทานเงินช่วยเหลือจำนวน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,570 ล้านบาท) แก่ชาวมุสลิมโรฮิงญาในพม่า ซึ่งถูกทางการกวาดล้างตั้งแต่เกิดเหตุปะทะระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมในรัฐยะไข่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักข่าวของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียรายงานว่า ชุมชนชาวโรฮิงญา “ตกเป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายประการ ซึ่งรวมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, สังหาร, ข่มขืน และบังคับให้ออกจากถิ่นที่อยู่ของตน” “กษัตริย์อับดุลเลาะห์มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินช่วยเหลือจำนวน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ชาวมุสลิมโรฮิงญาในพม่า” สื่อซาอุฯ รายงานวันนี้(13) โดยไม่ได้ตำหนิว่าฝ่ายใดกระทำการล่วงละเมิด องค์การฮิวแมนไรต์วอตช์แถลงเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมว่า ชาวโรฮิงญาจำนวนมากถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของพม่าจับกุม, สังหาร และข่มขืน หลังเกิดการปะทะด้วยอาวุธระหว่างชาวพุทธกับชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ทางการพม่าก็ยืนยันว่าพยายามใช้ความรุนแรงให้น้อยที่สุดกับชาวโรฮิงญาซึ่งมีประชากรในพม่าอย่างน้อย 800,000 คน และเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยังไม่ได้รับสิทธิพลเมือง ซาอุดีอาระเบียยึดมั่นในพันธกิจการเป็นผู้ปกป้องผลประโยชน์ของมุสลิมทั่วโลก เนื่องจากดินแดนซาอุฯ เป็นต้นกำเนิดของศาสนาอิสลาม และเป็นที่ตั้งของศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งในนครเมกกะและมะดีนะห์ ทว่ากรุงริยาดเองก็ถูกวิจารณ์บ่อยครั้งว่าอ่อนแอในเรื่องประชาธิปไตย สัปดาห์ที่แล้ว คณะรัฐมนตรีซาอุฯ ออกแถลงการณ์ประณามความรุนแรงต่อชาวมุสลิมทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของพม่า ขณะที่องค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ซึ่งจัดการประชุมที่เมืองเจตดาห์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ก็เรียกร้องให้ชาติสมาชิกมอบความช่วยเหลือแก่ชาวโรฮิงญาด้วย
| กษัตริย์อับดุลเลาะห์แห่งซาอุดีอาระเบีย |
วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ลึกแต่ไม่ลับ...เปิดรายงานหน่วยมั่นคงกรณีโรฮิงญา!
ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง "ชาวโรฮิงญา" ยังคงรุมเร้ารัฐบาลไทย ล่าสุดมีกระแสเรียกร้องให้ตั้ง "ศูนย์อพยพ" เพื่อรองรับชาวโรฮิงญาที่ทะลักเข้ามาในราชอาณาจักรจำนวนมาก แต่ข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวจากรัฐบาล ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง
ขณะที่คนไทยเองและประชาคมโลกต่างให้ความสนใจกับปัญหาโรฮิงญา ตลอดจนท่าทีของรัฐบาลที่จะจัดการกับปัญหาอันยุ่งยากและกระทบต่อความมั่นคง นี้
"สถาบันอิศรา" เจาะข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาโรฮิงญา เป็นเอกสารที่ฝ่ายความมั่นคงไทยรายงานถึงรัฐบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสลับซับซ้อนของปัญหา มุมมองของฝ่ายความมั่นคงไทยที่มีต่อชนกลุ่มน้อยชาวพม่ากลุ่มนี้ รวมถึงวิธีการจัดการปัญหาบนพื้นฐานของการป้องกันภัยคุกคามด้านความมั่นคง และบทสรุปที่ว่า "ชาวโรฮิงญา" ไม่น่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้!
สภาพปัญหา ณ ปัจจุบัน
ปัญหาหลักของโรฮิงญา คือการถูกปฏิเสธไม่ให้เป็นประชากรของพม่าหรือบังกลาเทศ และมีแนวโน้มว่าหากไม่มีการวางมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าไทยของ ชาวโรฮิงญาอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจังแล้ว ในปี 2552 จะต้องเกิดการลักลอบเข้าไทยของคนกลุ่มนี้อีกในลักษณะ "ทวีคูณ" อันจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม
วิธีการลักลอบเข้าไทย
กลุ่ม โรฮิงญาจะรวมตัวกันจัดหาเรือประมงขนาดเล็กที่อยู่ในสภาพเก่า เพื่อใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทาง โดยอาศัยแผนที่และเข็มทิศมุ่งหน้ามายังเกาะนิโคบา แล้วจึงพยายามเข้าไทยด้าน จ.ระนอง ซึ่งจะใช้ห้วงเวลาเดินทางในทะเลประมาณ 15 วัน ระยะทางประมาณ 780 ไมล์ทะเล หรือ 1,400 กิโลเมตร
อย่างไรก็ดี ในระยะหลังเนื่องจากมีกลุ่มโรฮิงญาที่ต้องการอพยพและย้ายถิ่นเพื่อมาหางานทำ มากขึ้นในลักษณะทวีคูณ ทำให้เกิดขบวนการลักลอบนำพากลุ่มคนเหล่านี้เข้าไทยและมาเลเซีย โดยจะมีการเรียกเก็บเงินคนละ 20,000-50,000 จั๊ต (ประมาณ 1,000 บาท) เพื่อจัดซื้อเรือพร้อมอาหารและน้ำดื่มในระหว่างการเดินทาง ส่วนเครือข่ายขบวนการจะได้รับผลประโยชน์จากการขายชาวโรฮิงญาให้กับนายจ้าง ปลายทางในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยจะมีราคาระหว่าง 50,000-100,000 บาทต่อคน อายุระหว่าง 12-25 ปี ลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายการค้ามนุษย์
เส้นทางการเดินทางที่สำคัญ
การเดินทางของชาวโรฮิงญามีอยู่ 2 ลักษณะ กล่าวคือ
1.จากชายแดนจังหวัดค๊อกซีสบาซาร์ ประเทศบังคลาเทศ อ้อมหมู่เกาะอันดามันของอินเดีย มุ่งหน้าไปทางเกาะนิโคบา ใช้เวลาประมาณ 10-12 วัน ส่วนมากเป็นเรือขนาดใหญ่ และเดินทางต่อไปในทิศตะวันออก เข้าน่านน้ำไทยที่ จ.ระนอง และพังงา
2.จากชายแดนอำเภอมองดอ จังหวัดซิตต่วย รัฐอาระกัน ของพม่า ผ่านน่านน้ำพม่า ภาคอิรวดี เกาะโกโก้ รัฐมอญ ภาคตะนาวศรี เข้าเขตน่านน้ำไทยด้าน จ.ระนอง หากทหารเรือพม่าตรวจพบจะได้รับความช่วยเหลืออาหารและน้ำดื่ม และชี้เส้นทางเดินทางโดยไม่ยอมให้ขึ้นฝั่งพม่า
สำหรับเป้าหมายหลักที่แท้จริงซึ่งกลุ่มโรฮิงญาต้องการเดินทางไปคือประเทศที่ สาม โดยเฉพาะมาเลเซีย เนื่องจากรายได้ดี มีงานมาก ประกอบกับมีแนวคิดว่าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ ประจำมาเลเซีย มีความอ่อนตัวในการดำเนินการต่อชาวโรฮิงญา เนื่องจากเป็นมุสลิมเหมือนกัน จึงน่าจะผลักดันให้การรับรองสถานภาพ "ผู้ลี้ภัย" ง่ายกว่าประเทศไทย ประกอบกับประเทศในแถบตะวันออกกลางเองก็มีความนิยมใช้แรงงานซึ่งเป็นมุสลิม มากกว่า ทำให้นายหน้าค้าแรงงานซึ่งอยู่ในมาเลเซีย ทั้งที่อยู่ในขบวนการค้าแรงงานหรือในรูปแบบของสมาคมของกลุ่มประเทศอาหรับมี การบริจาคเงิน และดูแลให้ความช่วยเหลือที่ดีกับชาวโรฮิงญามากกว่าแรงงานต่างด้าวกลุ่มอื่น
การดำเนินการของฝ่ายไทย
1.ห้วงที่ผ่านมา ตั้งแต่ห้วงปี 2549-2551 การดำเนินการของไทยจะเป็นมาตรการสกัดกั้นใน 2 ลักษณะคือ
- กรณีชาวโรฮิงญาสามารถเข้าถึงแนวชายฝั่ง จะดำเนินการจับกุมโดยใช้กำลังประชาชน นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ กำลังป้องกันชายแดน ทหารเรือ และตำรวจน้ำ ส่งมอบให้ ตม. (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่) ดำเนินคดี และผลักดันตามมติคณะรัฐมนตรี
- กรณีสามารถจับกุมได้ขณะยังไม่ขึ้นฝั่ง จะใช้วิธีการผลักดันออกไป
อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ให้ข้อสรุปตรงกัน โดยยืนยันว่าการดำเนินการสกัดกั้นที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้สาเหตุเนื่องจาก
- ไม่มีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพอย่างแท้จริง
- ทางการพม่าไม่ยอมรับและไม่ได้ช่วยสกัดกั้นในทะเลอาณาเขตของตน ซ้ำบางครั้งยังได้มอบอาหารและชี้เส้นทางในการเดินทางเข้าไทยให้แก่ชาวโรฮิ งญาระหว่างที่ประสบเหตุในทะเลด้วย
- เมื่อผลักดันออกไปแล้ว กลุ่มดังกล่าวจะสามารถลักลอบกลับเข้าไทยได้อีก เพราะมีขบวนการค้ามนุษย์ที่สามารถนำพาโรฮิงญากลับเข้าเขตไทย และพาเข้าพื้นที่ตอนใน
- ชาวโรฮิงญาที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยสามารถจัดตั้งสมาคมอย่างเป็นทางการ ที่เรียกว่า "BRAT" หรือ Burmese Rohingya Association in Thailand ซึ่งสมาคมดังกล่าวได้พยายามผลักดันให้มีการดำเนินการต่อชาวโรฮิงญาให้ได้รับ สถานะเช่นเดียวกับ "ผู้หนีภัยการสู้รบชาวพม่า" ได้รับ
2.จากความล้มเหลวข้างต้น สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จึงได้ปรับแผนจากเดิม กำหนดให้กองทัพเรือรับผิดชอบลาดตระเวนในน่านน้ำเพื่อสกัดกั้นการขึ้นฝั่ง จ.ระนอง ควบคุม กำกับดูแล และประสานตำรวจเกี่ยวกับการปฏิบัติด้านคดี และกระทรวงการต่างประเทศประสานงานกับประเทศต้นปัญหา ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีผลคืบหน้าในการสกัดกั้นและแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญา จึงได้มอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ซึ่งในการนี้ กอ.รมน.ได้ดำเนินการโดยจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า "ศูนย์ประสานงานปฏิบัติการแก้ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮิงญา" หรือ ศปป.ร.ญ. เพื่อรับผิดชอบอย่างเป็นเอกภาพ
แนวทางการแก้ไขปัญหาในภาพรวม
1.โดยสาเหตุที่ทางการไทยได้เคยนำปัญหาชาวโรฮิงญาหารือกับทางการพม่า ผ่านกลไกรัฐ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-พม่า หรือ อาร์บีซี เพื่อให้รับกลับกลุ่มโรฮิงญาภายหลังที่ทางการไทยจับกุมได้ และต้องการผลักดันกลับ แต่ทางการพม่าปฏิเสธ พร้อมระบุว่ากลุ่มคนเหล่านั้นไม่ใช่ประชากรของพม่า
ดังนั้นหนทางที่ควรปฏิบัติคือ ควรจะมีการคัดแยกและสืบสวนให้ได้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้เดินทางมาจากภูมิลำเนาใด ด้วยวิธีการใด จึงจะทำให้ทางการไทยสามารถเจรจากับประเทศที่ต้องรับประชากรของตนกลับภูมิ ลำเนาได้ อาทิ พม่า หรือบังกลาเทศ และทำให้ประเทศดังกล่าวไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้
2.เพื่อให้เกิดการยอมรับจากประเทศต้นปัญหาและเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูก ต้องแก่ประชาคมนานาชาติ รัฐบาลไทยโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบควรยืนยันบนหลักการว่า กลุ่มคนเหล่านี้ถือเป็น "ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย" ที่มิใช่ "ผู้หนีภัยจากการสู้รบ" (Displaced person from fighting) และมิใช่เป็น "ผู้อพยพลี้ภัย" (Refugee) ตามที่สื่อประชาคมนานาชาติระบุ
ดังนั้นทางการไทยจึงมีความชอบธรรมในการปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายของไทยต่อชาว โรฮิงญาเช่นเดียวกับผู้หลบหนีเข้าเมืองจากประเทศอื่นๆ พร้อมทั้งส่งกลับตามเส้นทางที่กลุ่มคนเหล่านี้เดินทางเข้ามา ในการนี้ทางการไทยต้องมีการประกาศความชัดเจนของนโยบาย เพื่อให้เกิดการยอมรับว่า ปัญหาชาวโรฮิงญามิใช่เป็นปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่งต้องรับภาระ แต่เป็นปัญหาที่ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา
3.ที่ผ่านมาจากผลการสอบสวนชาวโรฮิงญา และการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า การหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของชาวโรฮิงญา ปัจจัยหลักคือเกิดจาก "ขบวนการนำพา" กลุ่มใหญ่ที่ประกอบไปด้วยชาวบังกลาเทศ ชาวพม่ามุสลิมในรัฐอาระกัน จ.เกาะสอง ภาคตะนาวศรี และชาวมุสลิมในพื้นที่ จ.ระนอง และจังหวัดใกล้เคียง
หนทางการแก้ไขปัญหาที่ได้ผลโดยทันทีและอยู่ภายใต้อำนาจของไทยคือการทำลาย "ขบวนการนำพา" ใน ไทยอย่างเด็ดขาด ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจจะมีเจ้าหน้าที่ของไทยบางรายเกี่ยวข้องกับขบวนการดัง กล่าว ด้วยการใช้อำนาจหน้าที่เอื้ออำนวยกับการทำงานของขบวนการด้วย
4.ต่อกรณีข้อห่วงใยว่า กลุ่มคนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้ายหรือถูกแสวงประโยชน์จากกลุ่ม ก่อการร้ายเพื่อให้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่นั้น กรณีนี้มีข้อน่าสังเกตว่า กลุ่มโรฮิงญาที่จะถูกนำไปใช้ในกิจการดังกล่าว มีรูปแบบการปฏิบัติว่า จะต้องได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการก่อการร้ายอย่างดี
ดังนั้นการเดินทางโดยเรือเข้าประเทศไทยค่อนข้างไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการ สูญเสียบุคลาการที่ผ่านการเพาะบ่มมาแล้ว จึงเป็นไปได้ว่ากลุ่มโรฮิงญาที่ลักลอบเข้าไทย ทั้งเพื่ออำพรางตนอยู่หางานในไทย และใช้ไทยเป็นฐานเดินทางต่อไปในประเทศมุสลิมอื่นเพื่อกิจการการก่อการร้าย น่าจะไม่ใช้วิธีการลักลอบเข้าเมืองด้วยวิธีดังกล่าว
5.หากทางการไทยไม่เร่งวางมาตรการและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมด้วยความจริง จัง มีแนวโน้มว่าในปี 2552 จำนวนชาวโรฮิงญาหลบหนีเข้าเมืองทางทะเลจะมีจำนวนมากยิ่งขึ้น ทั้งเนื่องจากปัจจัยประชากรล้นประเทศของบังกลาเทศ และกรณีทางการพม่าเริ่มโยกย้ายชาวโรฮิงญาในรัฐอาระกันออกจากแนววางท่อก๊าซใน รัฐอาระกัน
ทั้งนี้ สถิติการจับกุมชาวโรฮิงญาที่ลักลอบเข้าไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยปี 2549 มีจำนวนชาวโรฮิงญาที่ถูกจับจำนวน 1,225 คน ปี 2550 จำนวน 2,763 คน และปี 2551 มีจำนวนเพิ่มถึง 5,299 คน
ข้อมูลจาก โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
อนาถ‘โรฮิงญา-ขแมร์กรอม’ยังไร้แผ่นดิน แนะอาเซียนจริงจัง-จับมือแก้ปัญหาผู้ลี้ภัย จี้ไทยเลิกคิดแต่เรื่อง‘ความมั่นคง’มุมเดียว
| โดย ชุลีพร บุตรโคตร ศูนย์ข่าว TCIJ | |||
ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 8 “ประชากรและสังคม 2555” เรื่องประชากรชายขอบและความเป็นธรรมในสังคมไทย โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม (วปส.) มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา มีการนำเสนอบทความวิชาการด้านการวิจัยประชากรและสังคม หลายประเด็นน่าสนใจ ที่เป็นข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับปัญหา และข้อถกเถียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ประชากรชายขอบ” ผู้ขาดโอกาสทางสังคม และหนึ่งในนั้นคือ “บทความเกี่ยวกับสถานการณ์และท่าทีของรัฐแรกรับต่อปัญหาผู้ลี้ภัยแบบยืดเยื้อ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : ความยืดหยุ่นคือทางออก” โดย ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์ มีข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มผู้ลี้ภัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงมากนัก ปัญหาผู้ลี้ภัย 3 กลุ่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกมองข้าม บทความของดร.สักรินทร์ระบุว่า ปัญหาผู้ลี้ภัยแบบยืดเยื้อเป็นปัญหาสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยที่เป็นชนกลุ่มน้อย เช่น กลุ่มชาวโรฮิงญา จากประเทศพม่า และผู้ลี้ภัยชาวขแมร์กรอม จากประเทศเวียดนาม ซึ่งมีจำนวนรวมกันหลายแสนคน ที่ถูกจำกัดสิทธิ์ต่าง ๆ เพียงเพราะต้องการหลบหนีจากการประหัตประหาร การเข่นฆ่าทารุนแรง การบังคับใช้แรงงานทาส การคุมคามต่าง ๆ จนดูเหมือนว่ากลุ่มคนเหล่านี้แทบจะหาแผ่นดินยืนไม่ได้ ในขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 และยังมีนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้ลี้ภัย แต่เป็นมุมมองด้านความมั่นคงที่ต้องการควบคุมการเข้าเมืองของคนต่างดาวเป็นหลัก จึงขาดการพัฒนากลไกระดับภูมิภาค เพื่อจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยร่วมกัน ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาหาผู้ลี้ภัยได้อย่างถาวร แม้ปัญหาหาดังกล่าวจะเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานหลายปี และหลายประเทศต้องรับภาระในการดูแลผู้ลี้ภัยจำนวนมาก แต่ความร่วมมือในระดับภูมิภาคในการแก้ไขปัญหาผู้อพยพเรื้อรัง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับถูกมองข้าม ทั้งๆ ที่ประเทศในภูมิภาคนี้ เคยประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาผู้อพยพลี้ภัยจากอินโดจีนร่วมกันมาก่อน เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา โดยแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยจากอินโดจีน (Comprehensive Plan of Action for Indochinese Refugees หรือ CPA) ได้แก้ปัญหาผู้ลี้ภัยจากอินโดจีนจำนวนหลายแสนคน “ในบทความนี้กล่าวถึงผู้ลี้ภัย 3 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในภูมิภาคนี้ ได้แก่ กลุ่มผู้ลี้ภัยซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่า ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา และกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวขแมร์กรอม หรือ เขมรล่าง ที่ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน” ดร.สักรินทร์กล่าว จี้รัฐบาลไทยแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างยั่งยืน บทความชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นปัญหาผู้ลี้ภัยในประเทศไทย โดยระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่า ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยมาอาศัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ใน 4 จังหวัดของไทย ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี ประมาณ 140,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง และกะเรนนี นอกจากนี้ยังมีผู้ลี้ภัย ที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่พักพิง ประกอบด้วยบุคคลที่เคยอยู่ในพื้นที่พักพิง แต่ออกไปทำงานข้างนอก และผู้ที่หนีภัยเข้ามา แต่ไม่มีโอกาสเข้าถึงที่พักพิง หรือไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปอาศัยอยู่ในพื้นที่อีกราว 200,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยใหญ่จากรัฐฉานของพม่า สำหรับการแก้ปัญหาของรัฐบาลไทย ในบทความฉบับนี้ระบุว่า ที่ผ่านมาทางการไทยมีการปรับเปลี่ยนแนวทางแก้ปัญหาบ่อยครั้ง เช่น ในปี 2542 ทางการไทยได้ตั้งคณะกรรมการจังหวัดขึ้น เพื่อกำหนดและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง ว่าเข้าข่ายเป็นผู้หนีภัยจากการสู้รบหรือไม่ โดยผู้ที่ไม่เข้าข่ายดังกล่าว รวมทั้งผู้ที่อาศัยอยู่นอกที่พักพิง จะถูกนับว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2551 และอาจถูกส่งกลับ ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ยึดสถานเอกอัครราชทูตพม่าในประเทศไทย ปี 2542 และการบุกยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี ในปี 2543 โดยกลุ่มนักศึกษาและผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่า ทางการไทยได้ระงับการขึ้นทะเบียนผู้ลี้ภัย ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการจังหวัดในปี 2544 เพื่อแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการสร้างปัญหาความมั่นคงในไทยของผู้ลี้ภัย และต้องการลดแรงจูงใจ ไม่ให้ผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่ เดินทางเขาสู่ประเทศไทยด้วย “ต่อมาเมื่อกลุ่มปัญญาชนพม่า ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR พยายามเดินขบวนประท้วงรัฐบาลพม่าในประเทศไทย ทางการไทยได้สั่งให้ UNHCR ระงับการขึ้นทะเบียนผู้ลี้ภัยรายใหม่จากพม่า ในปี 2548 ทำให้ UNHCR หันมาขึ้นทะเบียนผู้ลี้ภัยในฐานะบุคคลในความห่วงใย (Persons Of Concern หรือ POCs: ประกอบด้วยผู้ลี้ภัย, ผู้แสวงหาการลี้ภัย, ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ, บุคคลไร้รัฐ, ผู้ลี้ภัยที่เดินทางกลับประเทศ, ผู้พลัดถิ่นที่เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม และกลุ่มอื่นๆ) ระยะเวลาหนึ่ง ต่อมาทางการไทยได้รื้อฟื้นการประชุมคณะกรรมการจังหวัด เพื่อกำหนดสถานภาพผู้ลี้ภัยในพื้นที่พักพิงขึ้นใหม่ สลับกับการระงับการดำเนินงานเป็นช่วงๆ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้ง ทำให้ขาดนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง” โรฮิงญา แขมร์กรอม ผู้ลี้ภัยไร้แผ่นดิน นอกจากนี้ ดร.สักกรินทร์ยังกล่าวถึงผู้ลี้ภัยอีก 2 กลุ่ม ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่ ที่ยังประสบปัญหาไร้แผ่นดินและกลายเป็นผู้ไร้สัญชาติ ถูกปฏิเสธจากประเทศที่เคยอยู่อาศัย ได้แก่ กลุ่มผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา ในประเทศพม่า และกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวขแมร์กรอม ในประเทศเวียดนาม ดร.สักกรินทร์บอกเล่าประวัติศาสตร์ของชาวโรฮิงญา ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเคยตกเป็นข่าวไปทั่วโลก เมื่อคนกลุ่มนี้ถูกสังหารจากเหตุรุนแรงในรัฐยะไข่ จนต้องลี้ภัยออกจากพื้นที่นี้อีกครั้ง โดยระบุว่า ชาวโรฮิงยาเป็นชาวมุสลิม ที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ (เดิมคือแคว้นอาระกัน) ในพม่า มีชาติพันธุ์ ภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างจากชาวพม่าอย่างเห็นได้ชัด และมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกับพม่ามาตั้งแต่อดีต ซึ่งรัฐบาลกลางของพม่าถือว่า ชาวโรฮิงญาไม่ใช่ประชาชนชาวพม่า แต่เป็นคนต่างด้าว การปฏิบัติการแบ่งแยกกลุ่มคนดังกล่าว ทำให้ชาวโรฮิงญาอพยพข้ามพรมแดนไปยังประเทศบังคลาเทศ โดยองค์การสหประชาชาติเข้าให้ความช่วยเหลือ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาส่วนใหญ่ก็เดินทางกลับประเทศ แต่ต่อมาทางการพม่าได้แยกพลเมืองพม่ากับชาวโรฮิงญาออกจากกันอีกครั้ง ส่งผลให้ชาวโรฮิงญากลายเป็นคนไร้สัญชาติ ปัญหาการลี้ภัยของชาวโรฮิงญาจึงเกิดขึ้นอย่างหนักอีกครั้ง เมื่อกองกำลังทหารพม่าได้ปราบปรามกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และชนกลุ่มน้อยอย่างหนัก ทำให้ชาวโรฮิงญาประมาณ 250,000 คน ต้องอพยพลี้ภัยไปยังบังกลาเทศอีกครั้ง และอีกราว 15,000 ลี้ภัยไปยังประเทศมาเลเซีย สลดบังกลาเทศเมินโรฮิงญาลี้ภัย พม่าไม่รับกลับ สำหรับชาวโรฮิงญา ที่ลี้ภัยไปอยู่ประเทศบังกลาเทศ แม้จะได้รับการยอมรับในตอนแรก โดยทางการบังกลาเทศยอมรับชาวโรฮิงญาเป็นผู้ลี้ภัย แต่ต่อมารัฐบาลบังคลาเทศได้เจรจากับรัฐบาลพม่า ขอส่งกลับชาวโรฮิญาไปยังภูมิลำเนาเดิมเกือบทั้งหมด ยกเว้นชาวโรฮิงญา 28,000 คน ที่ยังอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 2 แห่ง และยุติการยอมรับสถานะผู้ลี้ภัยให้แก่ผู้ที่เข้ามาใหม่ ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2535 เป็นต้นมา ทำให้ผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่ ไม่สามารถอาศัยอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้ได้ และเนื่องจากปัญหาความหนาแน่นของประชากรและปัญหาสิ่งแวดล้อม ผู้ลี้ภัยในศูนย์จำนวนไม่น้อยได้เล็ดลอดออกไปทำงานในหมู่บ้านใกล้เคียง เมื่อมีการตรวจสอบ ทำให้กลุ่มนี้ถูกผลักดันออกนอกประเทศ จนกลายเป็นกลุ่มคนไร้รัฐ ไม่สามารถกลับประเทศพม่าได้ และทางการบังกลาเทศก็ไม่ยอมรับคนกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน ในส่วนของกลุ่มชาวโรฮิงญาที่อพยพลี้ภัยไปยังประเทศมาเลเซีย ในเบื้องต้นมาเลเซียได้ให้ความช่วยเหลือร่วมกับ UNHCR และวางเฉยต่อการเข้าสู่ตลาดแรงงานของคนกลุ่มนี้ เนื่องจากขณะนั้นมาเลเซียตกอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงาน แม้ต่อมาจะมีการเข้มงวดเรื่องการเข้าเมืองผิดกฎหมาย จนทำให้มีการผลักดันแรงงานต่างด้าวออกนอกประเทศ ทำให้มาเลเซียเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแรงงานอีกครั้ง มาตรการดังกล่าวจึงได้ผ่อนคลายลง ต่อมาชาวโรฮิงญาพยายามลี้ภัยทางเรือ เพื่อไปตั้งรกรากที่ประเทศนี้ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีการตอบรับจากมาเลเซียว่า จะดูแลชาวโรฮิงญาในรูปแบบใด ปฏิเสธขแมร์กรอมเป็นผู้ลี้ภัย จนกลายเป็นแรงงานข้ามชาติ สำหรับชาวขแมร์กรอม เป็นกลุ่มชนเชื้อสายเขมรที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม บริเวณปากแม่น้ำโขง และทางภาคตะวันออกของกัมพูชาที่ติดต่อกับเวียดนาม ซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงถึงการเป็นกลุ่มชนที่อยู่ในพื้นที่ระหว่างเวียดนามและกัมพูชา ทำให้กลุ่มขแมร์กรอมต้องประสบปัญหาการละเมิดสิทธิหลายประการ โดยไม่ได้รับการยอมรับทั้งจากเวียดนามและกัมพูชา จนบางส่วนพยายามที่จะอพยพออกจากเวียดนามเพื่อขอลี้ภัยในประเทศไทย แต่ UNHCR ปฏิเสธคำขอลี้ภัย เนื่องจากถือว่าคนเหล่านี้เป็นพลเมืองกัมพูชา ซึ่งสามารถหนีภัยคุกคามจากเวียดนามเข้ามาอาศัยอยู่ในกัมพูชาได้อยู่แล้ว คนเหล่านี้จึงถูกทางการไทยส่งกลับไปยังกัมพูชา แต่คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถขอแปลงสัญชาติเป็นชาวกัมพูชาได้ พยายามที่จะข้ามแดนกลับมายังประเทศไทยอีก และผันตัวเองเป็นแรงงานข้ามชาติไปในที่สุด ดร.สักกรินทร์กล่าวในเวทีการประชุมว่า ปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ดังกล่าว ทำให้กลุ่มผู้ลี้ภัยสงครามเหล่านี้ กลายเป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากไม่ได้รับการคุ้มครองในสถานภาพผู้ลี้ภัย เช่น กลุ่มชาวโรฮิงญาในไทยและมาเลเซีย ชาวขแมร์กรอมในไทย ชาวไทยใหญ่จากรัฐฉาน ที่อพยพเข้ามาในไทย โดยส่วนใหญ่พบว่า คนกลุ่มนี้เป็นแรงงานในพื้นที่จ.เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ดังนั้นปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัยจึงเชื่อมโยงกับประเด็นเรื่องแรงงานข้ามชาติ แม้ในทางกฎหมายบุคคลทั้งสองกลุ่ม จะมีสถานภาพแตกต่างกันก็ตาม แนะหาความร่วมมือแก้ไขในระดับภูมิภาค สำหรับข้อเสนอแนะต่อทางออกการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยดังกล่าว ดร.สักกรินทร์ระบุหลักๆ ไว้อาทิ ควรมีการพัฒนาการความร่วมมือในกรอบภูมิภาคอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่าง ประเทศต้นทาง ประเทศปลายทาง ประเทศที่สาม องค์การระหว่างประเทศ และองค์การพัฒนาเอกชน เพื่อนำไปสู่การแบ่งเบาภาระ และพัฒนาหลักเกณฑ์ ระบบกฎหมาย กลไก และขีดความสามารถของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยในระดับภูมิภาค โดยไม่ต้องติดยึดแนวทางการส่งผู้ลี้ภัยกลับ หรือมีการตั้งถิ่นฐานในประเทศตะวันตกเท่านั้น แต่อาจเรียนรู้จากประสบการณ์ของภูมิภาคอื่น ติงอย่ามองผู้ลี้ภัยแค่ในประเด็นความมั่นคง “ประเทศไทยและประเทศสมาชิกอื่นๆ ควรให้ความสำคัญกับปัญหาผู้ลี้ภัย ในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคมากขึ้น แต่มิใช่จากมุมมองที่ว่า ผู้ลี้ภัยเป็นประเด็นคุกคามต่อความมั่นคงเท่านั้น แต่ควรพิจารณาในแง่การคุ้มครองผู้ลี้ภัย และขยายความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนด้วย โดยควรมีการสร้างกลไกความร่วมมือในกรอบอาเซียนควบคู่กันด้วย โดยชั้นแรกจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันในระดับภูมิภาค และพัฒนาแนวทางร่วมกันในการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัย นับตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติและขึ้นทะเบียนผู้ลี้ภัยตามแนวทางสากล กำหนดแนวทางการคุ้มครองดูแลผู้แสวงหาการลี้ภัยและผู้ลี้ภัยในประเทศต่างๆ ให้ใกล้เคียงกัน เพื่อลดปัญหาการเคลื่อนย้ายจากประเทศแรกรับไปยังอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งมีมาตรฐานคุ้มครองสูงกว่า การจัดทำระบบฐานข้อมูลผู้ลี้ภัยและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน ระหว่างประเทศต้นทาง ประเทศปลายทาง และประเทศที่สาม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ลี้ภัยเป็นหลัก” ดร.สักกรินทร์กล่าว ไทยควรผ่อนคลายการส่งกลับผู้ลี้ภัยรุ่นสอง-สาม นอกจากนี้ควรมีการพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยที่ยืดหยุ่นและเป็นสากลมากขึ้น โดยประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย ต้องพัฒนารูปแบบผสมผสาน ไม่ว่าจะเป็นการส่งผู้ลี้ภัยไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม การช่วยให้ผู้ลี้ภัยเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจ และการอนุญาตให้เกิด Local Intergration (การได้รับอนุญาตให้ใช้ชีวิตในประเทศที่ขอลี้ภัยได้ ซึ่งมีการอนุญาตหลายระดับ) ในบางระดับ จากปัจจุบันที่ประเทศไทยปฏิเสธแนวทาง Local Intergration อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีนโยบายที่ชัดเจนในการให้ที่พักพิงชั่วคราว และต้องการส่งกลับผู้ลี้ภัยเมื่อสถานการณ์ในพม่าเอื้ออำนวย แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่ง ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศพม่าได้ เนื่องจากเป็นผู้ลี้ภัยรุ่นที่สองหรือสามที่เกิดในประเทศไทย ไร้สัญชาติพม่า และขาดความผูกพันกับภูมิลำเนาดั้งเดิมของครอบครัว ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผู้ลี้ภัยส่วนหนึ่งเลือกที่จะไม่เดินทางกลับพม่าโดยสมัครใจ แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายลงในอนาคต ดังนั้นไทยจึงควรใช้แนวทางการผ่อนคลายกฎระเบียบบางประการ เพื่อให้เกิด Local Intergration ในบางระดับแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่เคยทำประสบความสำเร็จมาแล้ว หวังผู้ลี้ภัยพม่ากลับบ้านปลอดภัยหลังเปิดประเทศ ดร.สักกรินทร์ยังเสนอแนะด้วยว่า ประเด็นที่กำลังถูกกล่าวถึงขณะนี้คือ การส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศโดยสมัครใจในอนาคต ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองที่เอื้ออำนวย สถานการณ์ทางการเมืองในพม่าในปี 2555 มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ภายหลัง พล.อ.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีประเทศพม่า ดำเนินนโยบายปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมตัวเป็นประธานอาเซียนในปี 2557 อีกทั้งมีการเจรจาหยุดยิงกับกองกำลังกะเหรี่ยง ไทยใหญ่ และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในช่วงต้นปี 2555 ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย ให้เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมโดยสมัครใจด้วยความปลอดภัยในอนาคต ดังนั้นประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศที่สาม และองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ จึงควรแสวงหาลู่ทางในการสร้างกระบวนการและเงื่อนไข ให้เกิดการเดินทางกลับของผู้ลี้ภัยโดยสมัครใจ เมื่อสันติภาพกลับสู่ประเทศพม่าอย่างแท้จริง “ประเทศไทยยังขาดการพัฒนาระบบกฎหมาย และกลไกที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรื่องผู้ลี้ภัย อีกทั้งมิได้มีนโยบายระดับชาติที่ชัดเจน ในการแก้ปัญหานี้อย่างถาวร ทำให้ปัญหาผู้ลี้ภัยถูกมองว่า เป็นปัญหาความมั่นคงมาโดยตลอด จนเกิดการผูกขาดด้านนโยบาย ซึ่งที่จริงแล้วประเด็นผู้ลี้ภัยเกี่ยวข้องกับมิติต่างๆ มากมาย ทั้งด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และบริการสาธารณต่างๆ อีกทั้งภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องก็มีจำนวนมาก ดังนั้นภาครัฐควรเปิดโอกาสให้บุคคลกลุ่มต่างๆ มีส่วนในการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยให้มากขึ้นยิ่งกว่าปัจจุบัน” ดร.สักกรินร์กล่าว | |||
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)