วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เปลือยชีวิต ชาวโรฮิงญา กับชีวิตที่มากกว่าคำว่า..โหดร้าย




เปลือยชีวิต ชาวโรฮิงญา กับชีวิตที่มากกว่าคำว่า..โหดร้าย (คมชัดลึก)
          "อยู่ที่รัฐอาระกัน ก็เหมือนรอคอยความตาย สู้บากหน้ามาหาความหวังใหม่ดีกว่า"
          "โรฮิงญา" ชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่า เชื้อชาติอาระกัน เอ่ยปากเล่าถึงชีวิตที่สุดแสนจะโหดร้ายของพวกเขา ในเขตพื้นที่จังหวัดหม่องดอ และจังหวัดสิดอ ในรัฐอาระกัน ประเทศพม่า

          มามุต ฮุดเซ็น อายุ 50 ปี เล่าถึงครอบครัวของเขาที่จังหวัดหม่องดอ ทางตอนเหนือของประเทศพม่า ติดกับประเทศบังกลาเทศ ว่า มีเมีย 1 คน ลูกชาย 1 คน ผู้หญิง 3 คน มีอาชีพทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวโรฮิงญาในย่านดังกล่าว "ลำบากมากๆ" มามุต บ่น เนื่องจากบางวันแทบจะไม่มีอะไรกินเลย เพราะความยากจน และยังถูกกลั่นแกล้งจากทหารพม่า ที่มักจะเข้ามาในหมู่บ้าน เก็บเกี่ยวผลผลิตของชาวบ้านไปหน้าตาเฉย ใครขัดขืนก็จะโดนเฆี่ยนด้วยหวาย หรือบางรายถึงขั้นโดนฆ่าทิ้งก็มีให้เห็นบ่อยๆ เมื่อใครไปขายของได้เงินแล้วหากทหารพม่ารู้ ก็จะเข้ามาถามก่อนที่จะแย่งเงินเหล่านั้นไปทันที 

          "ไม่มีสภาพความเป็นคน หรือเป็นมนุษย์เลย พวกเราอยู่อย่างไร้อนาคต โดนกดดันจากทหารพม่าตลอดเวลา ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหน โดยเฉพาะการเดินทางข้ามเขตที่ไม่สามารถทำได้เลย จะเดินทางไปมาได้ก็เฉพาะภายในจังหวัดที่ตั้งถิ่นฐานอยู่เท่านั้น เพราะหากออกนอกพื้นที่ไม่เฉพาะทหารพม่าที่คอยจับจ้อง ชาวพม่าก็ไม่ชอบขี้หน้าพวกเรา และบ่อยครั้งที่พวกเราโดนทำร้ายร่างกายโดยชาวพม่า หรือโดนดูถูกเหยียดหยาม ถ่มน้ำลายใส่ก็มี"
          ฮามิด ดูซัน ชายหนุ่มอาระกัน วัย 19 ปี กล่าวว่า พวกเรายากจนมาก ซ้ำร้ายโดนกลั่นแกล้งตลอดเวลา ออกไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่ได้ เนื่องจากเป็นชนกลุ่มน้อย ทั้งยังเป็นชนกลุ่มที่รัฐบาลพม่ารังเกียจมากที่สุด ถึงขั้นไม่ยอมรับว่ามีพวกเราอยู่ในประเทศ พวกเราไม่มีสิทธิอะไรเลย ทั้งที่ดิน การศึกษา การรักษาพยาบาล 

          "น้อยใจครับ ผมเกิดในจังหวัดหม่องดอ รัฐอาระกัน ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศพม่า แม้ว่าผมจะมีเชื้อสายบังกลาเทศ แต่การที่เกิดที่รัฐอาระกัน ก็มีความรักและความผูกพันต่อแผ่นดินเกิด แต่แผ่นดินที่ผมเกิดกลับไม่ต้อนรับผม ผมไม่เข้าใจครับ โดยเฉพาะการตั้งข้อรังเกียจต่อพวกเราของรัฐบาลทหารพม่า" 

          ฮามิด เล่าอีกว่า ชาวโรฮิงญา แม้ว่าจะมีประวัติศาสตร์ที่ไม่ดีกับชาวพม่าสมัยรัฐบาลอังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมในย่านนี้ แต่หลังจากอังกฤษออกไปแล้ว พวกเราถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่ไม่เคยต่อสู้ หรือเรียกร้องอะไรจากรัฐบาลทหารพม่าเลย นอกจากเรียกร้องขอ  “สิทธิความเป็นคน” ให้ทัดเทียมกับชาวพม่าทั่วไปแค่นั้นพวกเราก็พอใจแล้ว
          เชย ลี ฮัน ดา อายุ 25 ปี จากจังหวัดมุสิดอ กล่าวว่า ตอนที่โดนจับตัวอยู่ที่ สภ.ปากน้ำ จ.ระนอง และได้รับอาหารจากตำรวจไทย เชื่อไหมว่า เมื่อได้กินข้าวคำแรกน้ำตาไหลออกมาทันที และหลายคนก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน คือ นอกจากจะซาบซึ้งในน้ำใจของคนไทยที่ต่างจากชาวพม่าที่โดนจับ และโดนทำร้ายที่เกาะแห่งหนึ่งในพม่า 

          "พวกเราโดนควบคุมตัวไว้ถึง 5 วัน ไม่ได้กินอะไรเลย"
          ฮัน ดา เล่าขณะน้ำตาคลอเบ้าว่า อีกเหตุผลที่ทำให้น้ำตาร่วง คือ คิดถึงลูกเมียที่บ้าน บ่อยครั้งที่พวกเราอดข้าว ไม่มีอะไรจะกิน บางครั้งกินแค่วันละมื้อ จะกินครบ 3 มื้อเช่นคนทั่วไปก็น้อยเต็มที โดยเฉพาะหลายครั้งที่ต้องอด เนื่องจากต้องการให้ลูกเมียอิ่มก่อน ส่วนเราผู้ชายอดทนได้

          "ทุกคนรักบ้านเกิดครับ ไม่มีใครที่ต้องการดิ้นรน หรือดั้นด้นเดินทางออกจากบ้านเกิด มีแต่ทุกคนดิ้นรนเพื่อที่จะอาศัยอยู่ในบ้านเกิดหรือถิ่นฐานที่ตนถือกำเนิด แต่จากความโหดร้ายที่พวกเราได้รับ มันสุดที่จะบรรยายให้เห็นหรือให้รับรู้ได้ หากไม่เจอด้วยตนเองยากที่จะบรรยายจริงๆ ผมถามเพื่อนๆ ถึงความรู้สึกตอนนี้ ทราบว่าทุกคนห่วงเมีย ห่วงลูกที่อยู่ที่รัฐอาระกัน โดยเฉพาะอาจจะถูกทำร้ายอีกหลังจากที่ทหารพม่าทราบว่าพวกเราหายตัวไป"

          มามัด จอคิด อายุ 24 ปี จากจังหวัดมุสิดอ ซึ่งยังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลระนอง หลังจากโดนทหารพม่าทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะเรือที่เดินทางกำลังลอยลำบริเวณจังหวัดมะริด ประเทศพม่า "ทันทีที่ทุกคนเห็นทหารพม่า ซึ่งนั่งเรือรบมาทั้งหมด 4 ลำ ล้อมรอบพวกเรา กลัวมากครับ เพราะทุกคนรู้ถึงกิตติศัพท์ความโหดร้ายของทหารพม่าเป็นอย่างดี"
          บางคนตัวสั่นเทาไปหมด และแล้วในที่สุดพวกเราก็ได้รับการทำทารุณกรรมจริงๆ ตั้งแต่ทหารพม่าลงมาควบคุมตัว จะแตะ ต่อย ตบหน้า ถีบ จนกระทั่งนำตัวพวกเราไปยังเกาะแห่งหนึ่ง ทุกคนจึงถูกลงโทษโบยด้วยแส้จนได้รับบาดเจ็บ และใช้ผ้าพันชุบน้ำมันจุดไฟเผามาลน ตนเองโชคร้ายที่สุด เพราะเป็นแผลฉกรรจ์ที่ขา "เจ็บมากๆ ครับ แต่พวกเราทุกคนทนได้ เพราะความเจ็บปวดแค่นี้ เมื่อเทียบกับความโหดร้ายที่เราได้รับอยู่ทุกวันมันเทียบกันไม่ได้เลย"           มามัด จอคิด เล่าต่อว่า หลังจากพวกเรานอนทนทุกข์ทรมานอยู่ถึง 4 คืน 5 วัน ทหารพม่าจึงปล่อยลงเรือ และให้เดินทางต่อจนถูกทหารไทยจับตัว “ทุกคนดีใจ กราบพระอัลเลาะห์ทันทีที่เห็นทหารไทย เพราะทุกคนรู้ว่านั่นคือ รอดแล้วจากความรู้สึกในตอนนั้น” พวกเราไม่เคยคิดที่จะมาทำให้คนไทยยุ่งยาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะไปไหน ทุกประเทศล้วนรังเกียจพวกเรา 

          "แม้ผมจะถูกควบคุมตัวในเมืองไทย โดนจองจำในห้องขัง ในเรือนจำ หรือที่ไหนๆ พวกเราดีใจเพราะนั่นเป็นชีวิตที่สุขสบายที่สุดที่ได้พบเจอ ตอนนี้ผมนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลระนอง คุณรู้ไหมว่าความรู้สึกผมเหมือนอยู่โรงแรมชั้น 1 อยู่ห้องพักดีๆ ได้กินอาหารอิสลามที่อร่อยที่สุดในชีวิตของผม ทั้งๆ ที่ผมน่าจะเป็นทุกข์กับสภาพบาดแผลที่ผมได้รับ แต่ความรู้สึกเป็นสุขมันมีมากกว่าจริงๆ ครับ ผมอิจฉาคนไทยจริงๆ ที่ได้เกิดมาบนผืนดินแห่งนี้ ผืนแผ่นดินที่มีแต่ความสุข ไม่เป็นผืนแผ่นดินที่มีแต่ความทุกข์เช่นผืนแผ่นดินของพวกผม" มามัด จอคิด กล่าวในที่สุด 

ไทยจะทำอย่างไรกับโรฮิงยา

จากกรณีผู้อพยพชาวโรฮิงญาหลบหนีเข้าเมือง แล้วถูกทหารไทยจับกุมและถูกส่งตัวกลับ ทำให้ต่างชาติกล่าวหาว่าไทยไม่มีมนุษยธรรม
นอกจากนี้ ยังมีข่าวลืออีกว่า ทหารไทยทารุณชาวโรฮิงญา แถมลากเรือออกไปปล่อยทิ้งให้ตายกลางทะเล
ทางการไทยออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าว และบอกว่าได้ปฏิบัติต่อผู้อพยพเป็นอย่างดี ก่อนส่งตัวกลับก็ให้สเบียงและนํ้าไปพออยู่ได้เป็นอาทิตย์
ถึงตอนนี้นานาชาติเริ่มหันมามองปัญหาผู้อพยพชาวโรฮิงญามากขึ้น ทั้งๆที่ๆไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทย
อนึ่ง ชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ใน รัฐยะไข่ ของพม่า  ที่ผ่านมาประเทศพม่ามีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยธรรมและปัญหาชนกลุ่มน้อยตลอดมา
แม้แต่ชาวพม่าเองก็ยังถูกกดขี่จากทางการทหาร ประสาอะไรกับ ชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย
ต่างกันราว ฟ้า กับ ดิน คือคำเปรียบเทียบระหว่างการปฏิบัติของทางการพม่าต่อ ชาวพม่า กับ ชาวโรฮิงญา
ชาวโรฮิงญา ไม่มีบัตรประชาชน ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีสิทธิการรักษาพยาบาล 
แถมยังถูกกักบริเวณ ห้ามออกนอกหมู่บ้าน ห้ามออกนอกเมือง ต้องรายงานตัวเสมอ
ทำการค้าหรือทำธุรกิจอะไรก็ไม่ได้ มีวัวกี่ตัว มีไก่กี่ตัว ต้องแจ้งทางการตลอด
ยามศึกสงครามพวกเขาจะถูกเกณฑ์ไปเป็นลูกหาบ ถูกทำร้ายก็ห้ามตอบโต้ โชคร้ายก็โดนยิงทิ้ง เจ็บป่วยก็ไม่มีหมอรักษา
หญิงใกล้คลอดถูกปล่อยให้ปวดท้องตาย
พวกเขาจึงยอมเสี่ยงตาย(ถูกจับได้อย่างเบาก็โดนซ้อม อย่างหนักก็ถูกฆ่า)หนีออกไปขายแรงงานในต่างประเทศ ซึ่งก็คือ
ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย
ไทยควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้
หากรับไว้ ก็จะมีปัญหาตามมา ทั้งเรื่องความมั่นคง เรื่องงบประมาณ ซํ้ายังเหมือนมาเพิ่มปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ปัจจุบันก็เยอะอยู่แล้ว
หากไม่รับไว้ ผลักดันกลับไป ก็จะถูกนานาชาติประนาฌว่า เลือดเย็น ไร้มนุษยธรรม

โรฮิงยาส์ ประชาชนที่ถูกลืมในพม่า


ประเทศพม่านับว่าเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีประชาชนที่เป็นคนเชื้อชาติพม่า กะเหรี่ยง มอญ คะชิ่น อารากัน ฯลฯ แต่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการลืมหรือทำให้ "ถูกลืม" จากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ และ ไม่ได้รับการพูดถึงมากมายในเวทีวิชาการพม่าจนถึงในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย คือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกว่า "โรฮิงยาส์" (Rohingyas) 

รายงานพิเศษนี้มีจุดมุ่งหมายในการสร้างความเข้าใจให้มากขึ้นในสังคมไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สถานการณ์ทางสังคมและสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮิงยาส์ในประเทศไทย พม่า และหลายๆ ประเทศที่ชาวโรฮิงยาส์ลี้ภัยไปอยู่ มุมมองของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าเกี่ยวกับประชาชนชาวโรฮิงยาส์ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสิทธิของประชาชนโรฮิงยาส์ที่ผู้เขียนคิดว่าควรจะได้รับ เพื่อสร้างความเข้าใจที่เป็นธรรมให้กับประชาชนไทยถึงสถานการณ์อันยากลำบากของประชาชนโรฮิงยาส์ ไม่ใช่ความเข้าใจอย่างมี ?อคติ? ตามที่หนังสือพิมพ์บางส่วนได้นำเสนอในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ประวัติศาสตร์และสถานการณ์ในพม่าชาวโรฮิงยาส์ 

ชาวโรฮิงยาส์เป็นประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐอารากัน (ยะไข่) ในตอนเหนือของประเทศพม่าติดกับชายแดนประเทศบังกลาเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง Maungdaw, Buthidaung, Rathedaung, Akyab และ Kyauktaw ชาวโรฮิงยาส์มีภาษาเป็นของตัวเอง คือ ภาษาอินดิค(Indic language) ที่มีความคล้ายกับภาษาเบงกาลีที่ใช้พูดในประเทศบังกลาเทศและอินเดีย (ชาวโรฮิงยาส์ไม่ได้พูดภาษามาลายูหรือภาษายาวีตามที่นักข่าวไทยบางสำนักซึ่งทำข่าวเรื่องโรฮิงยาส์อ้าง แต่พูดภาษาชิตตาโกเนี่ยน - Chittagonian ซึ่งเป็นภาษาคล้ายกับภาษาในพื้นที่ Chittagong ในประเทศบังกลาเทศ) ประชากรของชาวโรฮิงยาส์มีประมาณ 7 แสนถึง 1.5 ล้านคนในรัฐอารากันที่มีประชากรมากถึง 3 ล้านคน (ดู Myanmar - The Rohingya Minority: Fundamental Rights Denied รายงานของสำนักงานใหญ่ องค์กรนิรโทษกรรมสากล ประจำกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรhttp://web.amnesty.org/library/Index/ENGASA160052004)

ประวัติศาสตร์ของชาวโรฮิงยาส์ยังมีความหลากหลายมากในปัจจุบัน มีรายงานและงานวิจัยหลายส่วนที่ให้ข้อมูลไว้ว่าเป็นผู้คนที่อยู่ในตอนเหนือรัฐอารากันมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 7-12 และได้นับถือศาสนาอิสลามเนื่องจากพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐอารากันมีพ่อค้าชาวอาหรับเข้ามาค้าขายเป็นเวลายาวนาน

แต่ในมุมมองของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ชาวโรฮิงยาส์เป็นประชาชนที่ "ลี้ภัยอย่างผิดกฎหมาย" และอพยพมากจากประเทศบังกลาเทศในสมัยที่พม่าตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของจักรวรรดินิยมอังกฤษ ดังนั้นด้วยทัศนคติเช่นนี้ของรัฐบาลเผด็จการพม่าทำให้ประชาชนชาวโรฮิงยาส์ไม่ได้รับการรวมเข้าไปในกลุ่มชนพื้นเมือง (Indigenous groups) ในรัฐธรรมนูญพม่า ส่งผลให้ไม่ได้รับสัญชาติพม่า

การที่ชาวโรฮิงยาส์ไม่ได้รับสัญชาติทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ จากรัฐบาล ทั้งยังถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องมากกว่าชนกลุ่มน้อยหรือประชาชนเชื้อชาติอื่นๆ โดยเฉพาะจากความแตกต่างทางศาสนาและเชื้อชาติ ได้รับการคุกคามและเลือกปฏิบัติในทุกระดับจากรัฐบาลเผด็จการทหาร ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะนับถือศาสนา การเข้าถึงการศึกษา สิทธิในการรักษาโรค จนถึงไม่สามารถแต่งงานได้ ถูกบังคับให้เป็นทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน และไม่สามารถเดินทางออกนอกเพื่อไปประกอบอาชีพนอกพื้นที่ได้ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจนมาก

นอกจากนี้ชุมชนชาวโรฮิงยาส์ยังได้รับการปราบปรามอย่างต่อเนื่องโดยมีเหตุการณ์สำคัญในปี ค.ศ. 1962 1978 และ 1991 ทำให้มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาส์หลบหนีภัยเข้าไปในบังกลาเทศ ปากีสถาน ซาอุดิอาราเบีย เป็นหลัก โดยที่ประเทศรองลงมา คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรด มาเลเซีย และประเทศไทย (ดูรายละเอียดสั้น ๆ เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาที่เกี่ยวกับชาวโรฮิงยาส์ได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Rohingya)

สถานการณ์ในประเทศมาเลเซียและบังกลาเทศ 

แม้ว่าในช่วงต้นทศวรรษ 1990 รัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายที่ค่อนข้างประนีประนอมกับชาวโรฮิงยาส์ แต่จาอใสนโยบายค่อนข้างมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาส์ในมาเลเซียมักจะได้รับการคุมขังเป็นระยะเวลาหลายเดือนในค่ายกักกัน โดยไม่ได้อาหาร ยารักษาโรค หรือสภาพความเป็นอยู่ที่ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล บางกรณีได้รับการข่มขู่หรือซ้อมก่อนถูกส่งกลับตัวมาประเทศไทย ซึ่งมีหลาย ๆ ครั้งที่แม้แต่สำนักงานข้าหลวงผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(UNHCR) ยังไม่สามารถเข้าไปให้การช่วยเหลือทางกฎหมายได้

ในส่วนของบังกลาเทศ สถานการณ์ของชาวโรฮิงยาส์ก็ไม่ได้เลวร้ายไปกว่ากันเท่าไร ในปี 1978 ประชาชนชาวโรฮิงยาส์มากกว่า 2 แสนคนลี้ภัยไปประเทศบังกลาเทศ หลังจาก ยุทธการกษัตริย์มังกร(Dragon King) โดยกองทัพทหารพม่าที่ทำขึ้น เพื่อ "กำจัดบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศ ซึ่งรวมถึงประชาชนและชาวต่างชาติที่เข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย" กระบวนการนี้มีนโยบายโดยตรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์จนนำไปสู่การฆ่า ข่มขืน และทำลายมัสยิดต่างในพื้นที่ (ดูรายงาน The Rohingya Minority: Fundamental Rights Denied) ในช่วงปี 1992-1993 ประชากรโรฮิงยาส์อีกกว่า 250,000 คนหลบหนีเข้าไปในบังกลาเทศอีกระลอกซึ่งได้มีรายงานเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับสถานการณ์การสังหารชาวโรฮิงยาส์อย่างเป็นระบบ (summary executions) การทรมาน และการข่มขืนในประเทศพม่า รวมถึงกรณีการถูกบังคับเป็นแรงงานเยี่ยงทาสโดยไม่ได้รับการค่าตอบแทนใดๆ โดยทหารพม่า

ในระหว่างปี 1992-1994 รัฐบาลบังกลาเทศได้ส่งตัวประชาชนโรฮิงยาส์มากกว่า 5 หมื่นคนกลับพม่าโดยการทำความเข้าใจระหว่างรัฐบาลบังกลาเทศกับรัฐบาลพม่า และล่าสุดนี้บ้านพักของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาส์กว่า 6,000 คนที่อาศัยอยู่ตามแม่น้ำนาฟ (Naff) ติดกับชายแดนพม่า กำลังถูกรัฐบาลไล่ที่โดยอ้างว่าเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยโดยผิดกฎหมาย ซึ่ง UNHCR ได้ประนามการดำเนินการครั้งนี้ว่าเป็นการกระทำ "ที่ไม่มีมนุษยธรรมเนื่องจากไม่มีการหาทางออกให้กับประชาชนเหล่านี้เลย" และมีการรายงานหลายครั้งว่ารัฐบาลบังกลาเทศได้พยายามไม่ให้ชาวโรฮิงยาส์ได้รับการช่วยเหลือจาก UNHCR (ดู Bangladesh to boot Burmese refugees from Camp ใน Democratic Voice of Burma - วันที่ 8 มีนาคม 2550)

ชาวโรฮิงยาส์ในประเทศไทย

เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ชาวโรฮิงยาส์ในไทยกับสองประเทศที่กล่าวมาแล้ว ยังมีความแตกต่างและคล้ายกันอยู่ กล่าวคือ จำนวนประชากรชาวโรฮิงยาส์ในไทยไม่ได้มีจำนวนมากเท่าในบังกลาเทศหรือในมาเลเซีย มีจำนวนประมาณ 10,000 ถึง 15,000 คนเท่านั้น โดยส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดระนองและมหาชัย แต่สถานการณ์ไม่ได้มีความเลวร้ายแตกต่างกันเลย เนื่องจากการที่ประเทศพม่าไม่ได้ให้การรับรองว่าเป็นประชาชนของพม่า อีกทั้งรัฐบาลไทยก็ยังไม่ได้มีการสำรวจประชาชนโรฮิงยาส์อย่างจริงจัง ทำให้หลายๆ ครั้งตกสำรวจ

อีกทั้งความเป็นไปได้ในการให้สถานภาพทางการเมืองกับชาวโรฮิงยาส์ยังเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากชาวโรฮิงยาส์ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเชื้อชาติที่กระทรวงมหาดไทยจะให้สถานภาพทางการเมือง เช่น แม้ว่าชาวพม่าทั่วไปจำนวนหนึ่งจะสามารถลงทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าวได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ชาวโรฮิงยาส์ไม่สามารถทำได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้มีความรู้ในส่วนนี้และไม่เข้าใจว่าประชาชนชาวโรฮิงยาส์เป็นคนพม่า และหลายครั้งเข้าใจผิดว่าเป็นคนบังกลาเทศ ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวโรฮิงยาส์สามารถถูกกดขี่มากกว่าแรงงานพม่าเป็นพิเศษ (จากการพูดคุยกับผู้ปฎิบัติงานขององค์กรที่ให้การช่วยเหลือชาวโรฮิงยาส์ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549)

รวมถึงการไม่มีความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของประชาชนโรฮิงยาส์ของประชาชนทั่วไป เห็นได้จากการเข้าใจผิดๆ ว่าประชาชนชาวโรฮิงยาส์พูดภาษามาลายูหรือเป็นกลุ่มนักรบรับจ้าง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุนแต่อย่างใด

ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า และก้าวต่อไปของชาวโรฮิงยาส์

จากการพูดคุยกับชาวโรฮิงยาส์ ทำให้ได้ความเข้าใจว่าชาวโรฮิงยาส์ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมกับชาวพม่าทั่วไป และได้มีบทบาทในการต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องโรฮิงยาส์ยังเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวในการนำขึ้นมาพูดคุยในเวทีในขบวนการเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยในพม่า และหลายๆ ครั้งประเด็นของโรฮิงยาส์ยังเป็นประเด็นที่แหลมคมในบางครั้ง เมื่อมีการพูดถีงชาวโรฮิงยาส์ในเวทีสัมมนาหลาย ๆ ครั้ง เราจะได้ยินคำถามเชิงว่า "ทำไมเรียกคนกลุ่มนี้ว่าโรฮิงยาส์" ทำไมไม่เรียกว่าชาวอารากัน (ซึ่งคล้ายกับการไม่เข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ "มาลายูมุสลิม" ของภาคประชาชนไทยบางส่วน) หรือ มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมของสิทธิในการได้รับสัญชาติพม่าของประชาชนโรฮิงยาส์ในบางครั้ง

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเป็น "สากลนิยม" (internationalist) ในขบวนการประชาธิปไตยในพม่ายังเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันกันอย่างต่อเนื่อง เพราะในหมู่นักกิจกรรมและนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเรื่องพม่าในไทย ยังได้มีการผลักดันและเรียกร้องว่าประชาชนพม่าที่เข้ามาในประเทศไทยเป็นระยะเวลายาวนานระดับหนึ่งควรจะได้รับสัญชาติไทย (เป็นข้อเสนอที่ได้รับมาจากอนุสัญญาว่าด้วยการส่งเสริมการลดบุคคลไร้สัญชาติของสหประชาชาติ - Convention on the Reduction of Stateless โดยที่มีการเรียกร้องว่ารัฐจะต้องให้สัญชาติกับบุคคลที่เกิดในพื้นที่ของรัฐโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ หรือ มีข้อเรียกร้องขอสัญชาติหลังจากอยู่ในรัฐ ๆ นั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ดูข้อมูลจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ - http://www.ohchr.org/english/law/statelessness.htmแต่ใยเมื่อกลับไปพูดถึงสิทธิของชาวโรฮิงยาส์แล้ว ยังมีการตั้งคำถามของสิทธิการได้สัญชาติพม่าของชาวโรฮิงยาส์ด้วยเหล่า ถ้าเราเข้าใจตรงกันว่าสิทธิของมนุษย์ทุกคนควรจะได้รับการคุ้มครองเหมือนกัน โดยไม่มีการเลือกปฎิบัติใด ๆ ทั้งสิ้น

ในส่วนของภาคประชาชนไทย การรับรู้เรื่องเกี่ยวกับชาวโรฮิงยาส์ยังอยู่ในระดับที่น้อยมาก แต่อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ควรจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ได้รับการศึกษาเพิ่มเติ่ม เพราะภาคประชาชนไทยที่ทำงานกับองค์กรประชาธิปไตยพม่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเรื่องสิทธิของชาวโรฮิงยาส์เข้าไปในการถกเถียงกับองค์กรพม่าด้วย ซึ่งผู้เขียนมีความหวังว่ารายงานนี้จะมีส่วนสำคัญในการจุดประกายในการถกเถียงเพิ่มเติ่มไม่มากก็น้อย
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ 
ขอขอบคุณ อดิศร เกิดมงคล อดีตเจ้าหน้าที่คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่าในการให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทความนี้

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

รู้จัก " โรฮิงยา "

รู้จัก  " โรฮิงยา "
(ภูวดล แดนไทย)
              ก่อนรู้จัก โรฮิงยา  จะต้องรู้จักสหภาพพม่า หรือเมียนม่าร์ เพราะว่าโรฮิงยา เป็นส่วนหนึ่งของพม่า ดูเหมือนประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า ไม่น่าจะมีผู้ก่อการร้าย แต่..... 
            
ทางการของไทยเคยจับผู้ก่อการร้าย "โรฮิงยา" เข้ามาทำงานสนับสนุนผู้ก่อการร้ายสากลคนสำคัญ ในประเทศไทยได้ดังข่าวจาก นสพ.ไทยรัฐ ต่อไปนี้ 
            " สตม
. รวบจอมแสบมือปลอมพาสปอร์ตให้ฮัมบาลี " 
            
ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๘ 
            
เจ้าหน้าที่ สส.สตม.
 สืบสวนจับกุมตัว นายเอส เอส ฮ๊อค ซีดดิก อายุ ๔๐ ปี ชาวบังกลาเทศ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดระนอง ที่ จ ๕๖/๒๕๔๗  ในคดีร่วมกับพวกปลอมขึ้นซึ่งดวงตรา หรือรอยตราของเจ้าพนักงาน ประทับตราปลอม ลงลายมือชื่อปลอม อันน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยแก้ไขเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ ในเอกสาราชการในการเดินทางเข้าประเทศ จับกุมตัวได้ขณะผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และพักอยู่กับภรรยาคนไทย ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ ถนนเจริญกรุง กทม. 
            
สำหรับพฤติกรรมของ นายเอส เอส ฮ๊อค ซีดดิก เกี่ยวข้องกับนายเอ็ม เอ ฮุสเซ็น หรือโมฮัมหมัด อาลี ฮุลเซ็น อายุ ๔๔ ปี ชาวบังกลาเทศ ผู้ต้องหาตามหมายจับที่ ๔๒๑๐/๒๕๔๗  ลงวันที่ ๗ ก.ย.๒๕๔๗ ข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งทาง สส.สตม. จับกุมตัวได้ไปก่อนหน้านี้แล้ว โดย นายเอ็ม เอ ฮุสเซ็น เป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่มนายทุนข้ามชาติ "โรฮิงยา"  ทำธุรกิจผิดกฎหมายในหลายประเทศ ที่สำคัญนายเอ็ม เอ ฮุสเซ็น ทางหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกา หรือ ซีไอเอ. ระบุว่าอยู่เบื้องหลังการทำหนังสือเดินทางปลอมให้กับ นายริดูอัน บิน อิซามุดดิน หรือฮัมบาลี ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายเจมาห์ อิสลามิยาห์ หรือ เจไอ.  ซึ่งถูกจับกุมตัวได้ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี ๔๖ อีกด้วย 
            
จากข่าวข้างบนนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า โรฮิงยาคือใคร? 
            
โรฮิงยา เป็นชนกลุ่มหนึ่ง อยู่ในรัฐยะไข่ ( Rakhine)   ของสหภาพพม่า ที่เรารู้จักกันว่าชาว "ยะไข่" รัฐยะไข่อยู่ด้านทิศตะวันตก ของสหภาพพม่าติดกับชายแดนบังกลาเทศ และอ่าวเบงกอล 
            
ถิ่นที่อยู่ของชาวยะไข่ หรือรัฐยะไข่ อยู่ในภูมิประเทศที่ถูกปิดล้อมไว้ด้วยเทือกเขาอารากัน ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก มีความสูงระหว่าง ๙๑๕ เมตร (๓,๐๐๐ ฟุต)  ถึง ๑,๕๒๕ เมตร (๕,๐๐๐ ฟุต) 
            
ด้วยเหตุที่ภูมิประเทศที่มีความซับซ้อน ยากต่อการคมนาคมติดต่อกับเมืองหลวงของประเทศ เพราะมีเทือกเขาอารากัน เป็นเสมือนกำแพงขวางกั้นจากโลกภายนอก ทำให้ชาวยะไข่มีวิถีชีวิต และวิธีคิดเป็นอิสระจากชนส่วนใหญ่ในพม่า
^ แผนที่ประเทศเมียนม่าร์ หรือ พม่า  แสดงที่ตั้งรัฐยะไข่ ^
*   = สัญลักษณ์ แนวเทือกเขา อารากัน
** ยะไข่อยู่ด้านตะวันตกของเทือกเขาอารากันติดกับชายแดนบังคลาเทศ

            รัฐยะไข่ มีประชากรประมาณ ๒ ล้านคน ในสมัยอังกฤษเข้าปกครองเรียกรัฐยะไข่ว่า อารากัน (Arakan ) มีเมืองหลวงชื่อ สตวย (Sittwe) 
             
ประชากรชาวยะไข่ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ อยู่ทางด้านใต้ของรัฐ มีชาวมุสลิมประมาณ ๕ แสนคน อยู่ทางด้านเหนือ อีกสวนหนึ่งเป็นมุสลิมเข้ามาจากจิตตะกองอย่างผิดกฎหมาย พวกนี้แหละคือ โรอิงยา 
           
ปัญหาเริ่มต้นจาก พม่า.......ฉีก "สัญญาปางหลวง " 
            
ในยุคที่กระแสเรียกร้องเอกราชจากประเทศมหาอำนาจในประเทศพม่า ชนพม่าเอง และชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในป่าในเขาก็เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษด้วยเช่นกัน โดยมี ผู้พันอู อ่องซาน (บิดาของ นางอ่องซาน ซุจี) เป็นผู้นำเรียกร้องเอกราช 
            
ในที่สุด วันที่ ๒๗ ม.ค.๒๔๙๐ อังกฤษได้ลงนามในสัญญาให้เอกราชพม่า 
            
วันที่ ๗ ก.พ.๒๔๙๐ จัดการประชุมตัวแทนชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ที่ เวียงปางหลวง โดยมี ผู้พันอ่องซาน เป็นประธานในที่ประชุม 
            
ในที่ประชุมได้มีมติ ให้ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในพม่า รวมตัวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก่อน เพื่อแสดงพลังสามัคคีให้อังกฤษเห็น เมื่อได้เอกราชจากอังกฤษแล้ว จะอยู่ร่วมกันต่ออีก ๑๐ ปี เพื่อผนึกกำลังกันสร้างชาติของทุก ๆ ชน ให้เข้มแข็งก่อนแยกย้ายกันไปเป็นชาติอิสระของตนเองต่อไป 
            
ข้อตกลงนี้ ได้มีการเซ็นสัญญาร่วมกันที่เรียกกันว่า " สัญญาปางหลวง "  เมื่อวันที่ ๑๒ ก.พ.๒๔๙๐ 
            
วันที่ ๑๙ ก.ค.๒๔๙๐ ผู้พันอ่องซาน แกนนำการเจรจากับชนกลุ่มน้อยฝ่ายพม่า ที่ได้สัญญากับชนกลุ่มน้อย จะให้เอกราชหลังรวมชาติแล้ว ๑๐ ปี ถูกลอบสังหาร....... 
            
วันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๑ อูนุ นายกรัฐมนตรีแห่งพม่า ได้เชิญชนกลุ่มน้อย ได้แก่ ไทยใหญ่ ฉิ่น คะฉิ่น มอญ กะเหรี่ยง ยะไข่ ที่จะให้อิสระมาประชุมพร้อมหน้ากัน พร้อมกับเลี้ยงต้อนรับอย่างเต็มที่ 
            
ย่างเข้าวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๑ เวลาตีสาม (๐๓.๐๐) วิทยุทางการพม่าประกาศแถลงการณ์คณะปฎิวัติของ นายพลเนวิน ฯ 
            
ผู้แทนชนกลุ่มน้อยที่มาประชุมถูกจับทั้งหมด 
            
เจ้าเหยียบฟ้า (ตัวแทนนักศึกษากลุ่มเพื่อเอกราชรัฐฉาน) ผู้หาญกล้าประคารม และประนาม อูนุ ว่า เป็นผู้ตระบัดสัตย์ ในที่ประชุมถูกยิงตาย 
            
ตามข่าวโดยวิทยุพม่าประกาศว่า เจ้าเหยียบฟ้าได้ทำการต่อสู้และขัดขืนการจับกุม...... การที่พม่าหลอกเสือออกจากถ้ำ มาฆ่าได้สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับชนกลุ่มน้อยอย่างสุด ๆ 
            
ตั้งแต่นั้นมา ประเทศพม่าไม่เคยได้อยู่สงบ มีปัญหากับชนกลุ่มน้อยมาตลอด แม้กระทั่งยะไข่ ซึ่งเป็นชนหลังเขาก็ไม่เว้น 
           
โรฮิงยา สาเหตุความขัดแย้งระหว่างสหภาพพม่ากับบังกลาเทศ (จาก Microsoft ?Encarta ? Reference Library 2005. ? 1993- 2004 Microsoft Corporation.All rights reserved) 
            
ปัญหาเกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๒๑ จากการที่ชาวมุสลิมชาวพม่า "โรฮิงยา" ได้หลั่งไหลอพยพเข้าประเทศบังกลาเทศที่มีชายแดนติดต่อกัน โดยอ้างว่าชาวมุสลิมโรฮิงยาถูกรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้ปฏิบัติการอย่างโหดร้ายทารุณ ใช้อาวุธข่มขู่ขับไล่พวกเขาออกจากที่อยู่อาศัย เผาทำลายบ้านเรือน ฆ่า ข่มขืนสตรี 
            
ชนมุสลิมชาวพม่าโรฮิงยาที่หลั่งไหลอพยพเข้าประเทศบังกลาเทศ ได้ตั้งค่ายพักผู้อพยพเรียงรายอยู่ตามชายแดนบังคลาเทศ - พม่า ถึง ๗๐,๐๐๐ - ๑๐๐,๐๐๐ คน ทำให้เกิดปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจตามมา ทำให้บังคลาเทศต้องประท้วงสหภาพพม่าอย่างรุนแรง ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศทั้งสอง 
            
จนกระทั่งวันที่ ๙ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๑ ชนกลุมน้อยมุสลิมโรฮิงยาได้ไหลทะลักเข้าบังกลาเทศเพิ่มขึ้นเป็น ๒๐๐,๐๐๐ คน ขณะเดียวกันบังคลาเทศและพม่าได้ทำการเจรจากันที่จะจัดให้ผู้อพยพกลับถิ่นเดิม โดยเริ่มในเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.๒๕๒๑ 
            
แต่ปัญหานี้ยังไม่จบ เพราะชาวโรฮิงยาส่วนใหญ่ไม่ยอมเดินทางกลับถิ่นเดิม เหตุการณ์ได้ผ่านไปจนถึงปี พ.ศ.๒๕๓๓ ภาระที่บังคลาเทศรับผิดชอบผู้อพยพทำให้เศรษฐกิจถึงกับถดถอย ถึงแม้จะมีการเดินทางกลับถิ่นเดิมบ้าง แต่ก็มีบางส่วนที่ได้เดินทางกลับมายังบังคลาเทศอีก 
            
ในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๓๕ ความตึงเครียดระหว่างบังคลาเทศและพม่าได้ขยายตัวมากขึ้น สืบเนื่องจากปัญหาชายแดนสองประเทศบังคลาเทศและพม่า ต่างก็ได้เพิ่มกำลังเฝ้าระวังชายแดนฝ่ายละกว่าพันคน จากเหตุที่กองทัพพม่าข้ามชายแดนเข้าไปก่อกวนมุสลิมโรฮิงยาในบังคลาเทศ และมุสลิมโรฮิงยากลุ่มต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้ข้ามชายแดนจากบังกลาเทศเข้าไปปล้นในฝั่งพม่า 
            
ในที่สุดนายบูทรอส บูทรอส กาห์ลี เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ส่งผ฿้แทนจากสหประชาชาติลงไปแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดสันติภาพ การเจรจาระหว่างสองชาติได้เกิดผลในเดือนเมษายน ในข้อตกลงที่จะส่งผู้อพยพกลับบ้าน 
            
อย่างไรก็ตาม พม่าได้ปฏิเสธที่จะยอมให้ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติมาเป็นสักขีพยาน ในความปลอดภัยในการส่งผู้ลี้ภัยกลับ ดังนั้น จึงมีผู้ที่ยินยอมเดินทางกลับถิ่นเดิมเพียงไม่มากนัก 
            
จนกระทั่งบัดนี้ ยังคงมีโรฮิงยาที่ตกค้างอยู่ในบังกลาเทศอีกจำนวนมาก ต่างก็ได้เข้าร่วมขบสวนการก่อการร้าย ฮารกัต อูล ญิฮาด อิสลามหรือฮุจิ (Harkat Ui Jihad Islami -HUJI  ) 
            
พันธมิตรของขบวนการอัล เคดาห์ ซึ่งมี ฟาชรุล ราห์มาน เป็นหัวหน้า หลังจากนักรบโรฮิงยาได้ผ่านการฝึกโดยขบวนการฮูจิ ก็ถูกส่งไปยังสมรภูมิอัฟกานิสถาน แคชเมียร์ บอสเนียและเชชเนีย นักรบโรฮิงยาเหล่านั้นเมื่อกลับจากสมรภูมิอัฟกานิสถาน ได้ผันตัวเองมาเป็นขบวนการก่อการร้ายโรฮิงยาเต็มรูปแบบ 
            
นั่นเป็นความสัมพันธ์ของพม่าโรฮิงยากับขบวนการก่อการร้ายบังกลาเทศ หนีไม่พ้นที่จะมีโอกาสที่จะสัมผัสมือและเป็นพันธมิตรกับขบวนการก่อการร้ายจากทั่วโลกในฐานะสหายร่วมรบร่วมอุดมการณ์
บังกลาเทศ สวรรค์ของผู้ก่อการร้าย 
            
ต้นธันวาคมปี พ.ศ.๒๕๔๗ รัฐบาลอินเดียต้องตระหนกกับจดหมายขู่ฆ่าทีมกีฬาคริ๊กเกตของอินเดีย ที่จะเดินทางมายังบังคลาเทศ ในสัปดาห์ถัดไป 
            
จดหมายฉบับนั้น ได้เขียนด้วยลายมือจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ฮารกัต อูล ญิฮาด อิสลามี เพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับชาวมุสลิม ที่ก่อการจลาจลในเมืองคุชราฐของอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕ 
            
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน ปีเดียวกัน คริสตีน วอลลีช สุภาพสตรีชาวอมริกัน ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำบังคลาเทศ ก็ได้รับจดหมายขู่ฆ่า นางเชื่อว่าตัวเป็นชาวต่างชาติคนแรก ที่ได้รับจดหมายขู่เช่นว่านี้ในบังคลาเทศ  


ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาแผนที่จะเห็นว่า ทั้ง ๓ ประเทศ คือ อินเดีย บังคลาเทศ พม่า มีอาณาเขตที่เชื่อมต่อทั้งทางบกและทางทะเล ต่างก็มีปัญหาที่โยงใยถึงกัน ในที่สุดได้มีผลกระทบมาถึงประเทศไทยในปัจจุบัน

                นั่นได้เป็นสัญญาณที่ได้บอกถึงอิสลามหัวรุนแรงสุดขั้ว กำลังเติบโตในบังคลาเทศ แต่กลับได้รับการปฏิเสธอย่างแข็งขันจากรัฐบาลบังกลาเทศ (ปฏิเสธ...เช่นเดียวกับมาเลย์) 
            
นักการทูตอินเดียที่ปลดเกษียณแล้วผู้หนึ่ง บอกกับเอเชียไทมส์ว่า คราวนี้ดูเหมือนว่าเรื่องที่ว่านี้กำลังจะลุกลาม ไปสู่ความเสื่อมสัมพันธ์ระหว่างอินเดีย - บังกลาเทศแล้ว 
            
เบอร์ทิล ลินท์เนอร์ คอลัมนิสต์ ได้เขียนลงนิตยสารฟาร์อีสต์ อีโคโนมิครีวีว ในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๔๕ ว่า 
            "
หลังเมืองกันดาฮาร์ (คันธาระ) ในอัฟกานิสถานล่ม ในปี ค.ศ.๒๐๐๑ พวกตาลีบันและอัล -กออิดะ หลายร้อยคนลงเรือจากการาจีมาขึ้นฝั่งที่เมืองจิตตากอง (อ่าวเบงกอลติดชายแดนพม่าด้ายยะไข่) ในบังกลาเทศ ลินท์เน่อร์ยังเปิดเผยที่ตั้งค่ายฝึกอาวุธในบังคลาเทศ ที่ได้เงินจากอัล - กออิดะ และ พวกขบถเอชยูจีไอ เป็นผู้ดำเนินการฝึกพวกขบถโรฮิงยา และพวกเจมาห์ อิสลามียาห์ มาแล้ว" 
            
หลายเดือนต่อมา อเลกซ์ เปอร์รี่ แห่งนิตยสารไทมส์ ก็เปิดเผยรายละเอียดว่า ภาคใต้ของบังกลาเทศตอนนี้กลายเป็น "สวรรค์ของพวกจีฮัด" นับร้อย ๆ ไปแล้ว สื่อในท้องถิ่นก็รายงานรายละเอียดของเรื่องนี้ตรงกัน 
            
ผู้เขียนขอให้ท่านผู้อ่านได้ใช้การพิจารณาเอาเองว่าใกล้ประเทศเรามีกองไฟอยู่กี่กอง และติดตามเป็นกรณีศึกษาต่อไปว่ารัฐบาลพม่า (เมียนม่าร์) เป็นชาติที่มีความชาตินิยม และมีความทรนงในตัวตนสูงมากจะแก้ปัญหานี้อย่างไร พม่าเป็นประเทศอีกประเทศหนึ่ง เช่นเดียวกับมาเลเซียที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับสหรัฐอเมริกา จะได้รับการยกเว้นจากการขบวนการก่อการร้ายหรือไม่ และบังกลาเทศที่หวังว่าการเป็นมิตรกับผู้ก่อการร้ายจะช่วยอะไรได้บ้าง ประชาชนของบังกลาเทศจะอยู่ดีมีสุขอย่างไร 
            
บทความข้างต้นคัดย่อและแก้ไขเพิ่มเติม จากบทที่ ๑๒ ขบวนการก่อการร้ายสากล หนังสือ สถานการณ์ภาคใต้ เมื่อนาวาไทยหลงทิศ           
ต่อจากนี้ ภูวดล แดนไทย ขอเสริมข้อมูลที่เป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นหลังจากที่หนังสือได้ปิดเล่มไปแล้ว 
            
หลังจากกรณี "สตม.รวบจอมแสบมือปลอมพาสปอร์ตให้ฮัมบาลี" ตามข่าวไทยรัฐฉบับวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๘ ก็ยังมีโรฮิงยาทะลักเข้าไทยมากมาย ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จนกระทั่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมผุ้แทนกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงการต่างประเทศ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาพบคณะกรรมการอิสลามมัสยิดอัลชอร์ เขตเทศบาลเมืองแม่สอด จ.ตาก โดยได้สนทนากับคณะกรรมการมัสยิดเรื่องชาวโรฮิงยา ที่ถูก ตม.ผลักดันไปฝั่งพม่า ด้าน อ.แม่สอด กว่า ๑๐๐ คน แต่พม่าไม่ยอมรับพร้อมกับกดดันกลับมายังเขตไทย และขออาศัยในชุมชนอิสลาม บางส่วนไปอาศัยในสุเหร่า และสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจ เนื่องจากเกรงว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต 
            (
จากข่าว ผบ.สส.ถกแก้ปัญหาโรฮิงยา" จาก นสพ.มติชน หน้า ๑๓ ฉบับวันเสาร์ที่ ๒๑ ก.ค. พ.ศ.๒๕๕๐) 
            
ถ้าหากจะยกหลักมนุษยธรรมเข้าแย้งว่า เขาเหล่านั้นเป็นเพื่อนมนุษย์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก เราควรที่จะช่วยเหลือ เราไม่มีสิทธิทอดทิ้งหรือผลักไส ถ้าหากเขาไม่มีที่ไป อีกทั้งไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับขบวนการก่อการร้าย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้เขียนต้องนำมาให้ท่านผู้อ่านพิจารณากัน โปรดติดตามข่าวต่อไปนี้เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา ...อีกคำรบหนึ่ง 
           
จับ ๑๕ คน ป่วนใต้ชาวโรฮิงยาได้ที่อินเดีย (บีบีซี/โพสต์ทูเดยฺ วันพุธที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐) สำนักข่าวบีบีชี รายงานว่า พล.ต.บีเค เชนกัปปา แห่งกองกำลังต่อต้านการก่อการร้าย เขตเมืองมณีปุระ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ระบุว่าได้จับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นกลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิมต่างชาติ ๑๕ ราย  โดยพบเอกสารที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายทางตอนใต้ของไทย เมื่อวันที่ ๒๐ ส.ค. 
            
ทั้งนี้กลุ่มผู้ต้องสงสัยดังกล่าวถูกจับในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างการกวาดล้างเมืองโมเรห์ โดยกลุ่มผู้ต้องสงสัยเหล่านี้เป็นชาวโรฮิงยา จากแคว้นอาราข่าน ในพม่า และชาวบังกลาเทศ 
            "
เราคิดว่าพวกเขาเป็นสมาชิกของโรฮิงยากลุ่มหนึ่ง ที่ปฏิบัติการในอารากันในพม่า แต่ยังไม่แน่ใจว่า เป็นกลุ่มใด " เชนกัปปา กล่าวและระบุด้วยว่า ยังไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่า กลุ่มดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่าย ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ 
            
อย่างไรก็ดี พบว่ามีเอกสารหลายชิ้นที่ระบุว่า กลุ่มดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย ทางตอนใต้ของไทย โดยเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองกล่าวว่า หากเป็นกลุ่มก่อการร้ายโรฮิงยา ก็มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มดังกล่าว จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธทางตอนใต้ของไทย แต่ยังต้องตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดอีกครั้ง 
           
ข้อที่น่าสังเกตุ 
            
๑.  ทำไมโรฮิงยา อ้างเป็นคนยะไข่แต่ไม่ต่อสู้เพื่อแผ่นดินตนเอง ? 
            
๒.  ถ้าแผ่นดินตนเองไม่รักแล้ว จะมาอ้างว่ารักแผ่นดินไทยได้อย่างไร ? 
            
๓.  หน้าที่ของ  คือ จะต้องจัดให้เขากลับไปอยู่ที่บ้านของเขาให้ได้ ไม่ใช่มาบีบให้ไทยรับ 
            
๔.  อย่าลืม โรฮิงยาเป็นมุสลิม ปรัชญาของชาวมุสลิมคือ มุสลิมทุกคนคือ พี่น้องกัน คนหนึ่งถูกทำร้ายอีกคนจะเจ็บด้วย 
            
๕.  ตามที่ได้อ้างว่าขอผ่านไทยไปมาเลย์ อย่ามองว่าไทยโง่....... ในความเป็นจริงมาเลย์ ก็รังเกียจ ถ้ามาเลย์ไม่ต้อนรับ ถูกมาเลย์ผลักดันกลับ โรฮิงยาจะต้องกลับมาอยู่ที่ ๓ จว. ใต้ เท่ากับเพิ่มกองกำลังให้กับผู้ก่อการร้าย ขอความกรุณาอย่าได้มักง่ายกับปัญหาความมั่นคงของชาติ 
           The Rohingya Problem - Unwelcome Headaches 
            
ของนำประเด็นสำคัญของบทความมาแปล และเล่าความเป็นภาษาไทย โดยสังเขปดังนี้ 
            
ชาวมาเลเซียปวดหัวกับปัญหาของโรฮิงยา ที่เข้ามาอยู่แล้วสร้างปัญหาให้กับสังคมของมาเลเซีย คือ 
                
๕.๑  ตั้งเป็นกลุ่มเด็กขอทาน เข้าไปในร้านอาหารขอทานคนที่กำลังรับประทานอาหาร ไม่ยอมไปไหน ตื้อจนกว่าจะได้เงิน 
                
๕.๒  ก่ออาชญากรรมอย่างร้ายแรงคือ ขโมยเด็กชายชาวมาเลเซีย จับโกนหัวเพื่อมิให้คนจำได้ แล้วนำไปเป็นขอทาน 
                
๕.๓  ชุมชนกระต๊อบของโรฮิงยาได้ผุดขึ้นหลายแห่งในมาเลเซีย 
            
ท้ายสุดมีเสียงบ่นถึงรัฐบาลมาเลย์ ปนตำหนิ ยู.เอ็น ไปด้วย ผ่านสื่อ ฯ มาเลย์ ว่า 
            We don' t need these parasites  Send them home or drop them off at the borders  Enough is enough.  We have been lenient with far too long  No other Asian country lest them in Knowing their probldmatic tendencies.  Why shouldMalaysia be the dumping ground of Asia ? 
            
เราไม่ต้องการพวกปรสิตเหล่านี้ ส่งพวกเขากลับบ้าน หรือเอาไปทิ้งให้พ้นชายแดน (ประเทศไทย..ผู้เขียน) พอก็คือ พอ เรากรุณาพวกเขามานานเกินไป ไม่มีประเทศเอเชี่ยนที่ไหน ที่รับเข้าไปอยู่ทั้ง ๆ ที่รู้ปัญหาของเขาเหล่านี้ ทำไมประเทศมาเลเซียจึงได้กลายเป็นพื้นที่รองรับปัญหาของเอเชียด้วย ? 
            Pack them off to Myanmar or ask the United Nations to send them off to those countrie Who always make a fuss of human rights these and that Wesure do not need these kind . No more 
            
รวบรวมพวกนี้ส่งกลับพม่า หรือ บอก ยู.เอ็น. ให้ส่งพวกเหล่านี้ไปประเทศที่พยายามทำตัวจุ้น ชี้นั่นแนะนี่เรื่องสิทธิมนุษยชน เราแน่ใจว่า เราไม่ต้องการมนุษย์จำพวกนี้ ไม่เอาอีกแล้ว สามารถอ่านบทความเต็มได้จากเว็บไซต์ข้างล่างนี้
  จงสังวรไว้ว่า 
            
๖.  กฎเหล็กของอิสลาม คือ 
                
๖.๑  ถ้าหากถูกไล่ที่อยู่อาศัย 
                
๖.๒  ถ้าหากถูกห้ามการปฏิบัติกิจทางศาสนา 
            
ทั้ง ๒ ข้อ ล้วนเป็นเงื่อนไขที่อิสลามใช้อ้างทำจีฮัด (สงครามศาสนา) ได้ อิสลามทั่วโลกจะพร้อมใจกันถล่มประเทศไทยทันที 
            
๗.  บทบัญญัติของอิสลาม "ห้ามคุมกำเนิด" .....เป็นการหวังผลทางปริมาณของประชากรมากกว่าคุณภาพ แต่......ชาวพุทธส่วนมากคุมกำเนิดหวังผลทางคุณภาพของประชากรมากกว่าปริมาณ ต่อไปประชากรมุสลิมจะมากกว่าประชากรพุทธ เป็นเหตุให้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของชาวพุทธ จะต้องถูกดูดลงไปช่วยยกคุณภาพทางฝ่ายโรฮิงยา ที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นทุก ๆ วัน 
           
คนไทยทุกคนพร้อมหรือไม่ ที่จะหาคำตอบสำหรับประเด็นคิดเหล่านี้ ต่อไปนี้ 
            
๑.  พร้อมที่จะรับปัญหาทางสังคมที่ก่อโดยโรฮิงยา หรือไม่ ? 
            
๒.  ทำงานให้หนักขึ้นเพื่อเสียภาษีให้รัฐ ฯ จัดเป็นงบประมาณสำหรับ 
                
๒.๑  ความมั่นคงของประเทศ 
                
๒.๒  ป้องกันอาชญากรรมและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน 
                
๒.๓  ดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศและสังคม 
                
๒.๔  การศึกษาที่เพิ่มทวีคูณ เพราะประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 
                
๒.๕  งบประมาณเพื่อไปช่วยยกคุณภาพทางฝ่ายโรฮิงยา ที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นทุก ๆ วัน 
            
คิดเอง..คิดให้รอบคอบ ตอบตนเอง.....ก่อนที่จะสนับสนุนรับโรฮิงยาเข้าเมือง
สติมนุษยชน  คนไทยมิใช่คนใจแคบ เราให้ เราช่วย .....ตามอัตภาพของเรา เราขอร้องคนไทยอย่าทำตัวเป็นนายหน้า เอาต่างชาติมาบีบเรา ลาภ ยศ และคำสรรเสริญเยินยอจากปากของมนุษย์ ชนต่างชาติเอากลับไปเถิด เราไม่ต้องการ และมิได้ทำให้ความห่วงและหวงแหนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ของเราลดน้อยลงเลย 
            
เราหวงแผ่นดิน ...เราผิดหรือ  เราหวงพระพุทธศาสนา เพราะเราเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต เรารู้ว่าพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยนาลันทา สิ้นสุดเพราะคมดาบของใคร ? อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรมัชปาหิด ล่มสลายเพราะใคร ? เราผิดหรือที่เราปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ? ทรัพยากรของเรามีจำกัด เราจะเก็บไว้ให้ลูกหลานของเรา พี่น้องมุสลิมเรามีพอแล้ว เราอยู่กันได้ เราอยู่กันอย่างพี่น้อง มีปัญหาเราคุยกันได้ เราไม่อยากอยู่ด้วยความจำใจ เพราะองค์กรอะไรเข้ามาชี้นำ เข้ามาบีบให้เราต้องทำตาม เราไม่อยากจำใจดูพระพุทธศาสนา กลายเป็นม้าอารี ที่ถูกเบียดแทรกด้วยความเจ็บปวดในวันข้างหน้า 
            
เราอยู่ในโลกของพุทธศาสนาที่ยึดพรหมวิหารสี่ เป็นเรือนอาศัยของจิต เรามีเมตตา เรามีกรุณา เรามีมุทิตา เรามีอุเบกขา แต่ถ้าคำขอนั้นเป็นอันตรายต่อพุทธศาสนา และแผ่นดินที่บรรพบุรุษ มอบให้เรารักษา เราขอปฏิเสธทุกกรณี
....................................................................

โรฮิงยาส์ ชีวิตที่ยิ่งกว่าศูนย์